เทศน์พระ

จอบ

๒๑ ต.ค. ๒๕๖๘

จอบ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมเพื่อความสงบร่มเย็นในหัวใจของตนนะ บวชมาเป็นพระเป็นนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้ารบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากจะผ่านสงครามระหว่างธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์กับธรรมไง ธรรมมันพิจารณาของมัน ธาตุคือธาตุ ๔ ขันธ์คือขันธ์ ๕ จิตเป็นจิต

ถ้าจิตเป็นจิตขึ้นมา จิตที่มันมีอำนาจวาสนาขึ้นมา ถ้ามันสงบตัวลง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จะเป็นอิสระ แต่ถ้ามันไม่สงบตัวลง มันแสดงตัวต่อเมื่อมันเสวยอารมณ์ไง

ถ้ามันไม่เสวยอารมณ์ เหมือนน้ำใส น้ำใสๆ เรารู้ไม่ได้ว่าในภาชนะมีน้ำหรือไม่มีน้ำ แต่ถ้ามันเสวยอารมณ์ ความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลามันเสวย มันทุกข์มันยาก มันมีอารมณ์ความรู้สึกไปทั้งนั้นน่ะ นั่นแหละสิ่งที่มันเสวย

ที่เรามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี้ ก็ต้องการกลับไปให้มันเป็นน้ำใสๆ

เวลาทำความสงบของใจเข้ามา มันใส มันสะอาด มันสว่าง นั่นถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นนะ มันต้องมีสติสัมปชัญญะไง

ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ มันเป็นอารมณ์ว่างๆ มันคล้ายๆ กัน แต่รักษาดูแลไม่ได้ เพราะอารมณ์ไง ดูสิ เวลาอารมณ์ชั่ววูบๆ มันควบคุมอะไรได้

นี่มันเสวยอารมณ์ไปทั้งตัวแล้ว มันไปทั้งหมด พอไปทั้งหมดแล้วมันสำคัญเองว่ามันเป็นสมาธิ มันเป็นสติมันเป็นปัญญา คาดคะเนกันไปทั้งสิ้น ความคาดคะเนความหมาย เขาเรียกว่า สันนิษฐาน คือเดา เดาทั้งนั้นน่ะ ไม่มีความจริง

ถ้ามีความจริงๆ ของมันขึ้นมา มันทำความสงบของใจเข้ามา ปัจจัตตัง สนฺทิฏฐิโก ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม ดูชาวไร่ชาวนาเวลาเขาทำไร่ทำนาของเขา เขามีวัวลากคันไถทำนา ทำไร่ไถนาเขามีจอบ เวลาจอบเขาถากเขาถาง ถากหญ้าของเขา เขารักษาไร่นาของเขา นี่ไง เวลาเขาขุดของเขาเพื่ออะไร เพื่อปลูกผลของเขาไง

หน่อของพุทธะ เราเป็นจริงเป็นจังของเราหรือไม่ ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม ชาวไร่ชาวนาเขา เขาทำไร่ไถนาของเขา เขาต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือของเขา นี่ไง เวลาธุดงควัตรๆ ศีลในศีลไง สติก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง สมาธิก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง เวลาปัญญาๆ มันเกิดขึ้น ฝึกหัดขึ้นมาให้มันฉลาดขึ้นมาไง เวลาเราฝึกเราฝนของเราขึ้นมา มันมีเครื่องไม้เครื่องมือไง

ไอ้นี่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นายช่าง จะช่างประเภทใดเขาต้องมีอุปกรณ์ในการทำงานช่างของเขา

นี่ไง เราเป็นพระๆ เป็นพระเป็นนักรบๆ เวลาจะรบกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน นอนแผ่สองสลึงเลย ให้กิเลสมันขี่หัวเอา กิเลส จะชำระล้างกิเลสไง กิเลสมันตีโบยอย่างนั้นน่ะ เป็นเบี้ยล่างมันตลอดน่ะ

เวลาเราจะเอาความจริงความจังของเรา เห็นไหม

นี่ไง เวลาพวกที่ผู้ดีตีนแดง เวลาเห็นภาคปฏิบัติขึ้นมา โอ้โฮ! ต้องลงทุนลงแรงขนาดนั้นเชียวหรือ มาบวชเป็นพระก็เป็นขุนนางนี่ไง มาเป็นขุนนางผู้ดีตีนแดงนี่ไง ทำอะไรก็ไม่ได้เลย ต้องมีคนอุปัฏฐากอุปถัมภ์ไง จะเป็นเจ้าขุนมูลนาย

พระกรรมฐานนี่พระกรรมกร พระฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่อให้หัวใจสงบระงับ มันมีเครื่องมือของมัน มันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มันมีจอบ จอบมีด้ามจอบด้วย ไม่ได้มีแต่ตัวจอบ มีด้ามจอบ เขาใส่แล้วเขาทำให้มันมั่นคงแข็งแรงด้วย จะถากก็ได้ จะขุดก็ได้ จะทำสิ่งใดก็ได้

แล้วทำอะไร

ก็ทำในหัวใจของตนนั่นไง ถ้ามันทำในหัวใจของตนขึ้นมา มันเห็นขึ้นมามันจะมหัศจรรย์ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสิ่งที่ความมหัศจรรย์มันเกิดมาจากใคร

ปัจจัตตัง สนฺทิฏฐิโก เกิดมาจากจิตดวงนี้ไง เกิดมาจากผู้กระทำไง มันจะเกิดมากับใครล่ะ ถ้ามันเกิดกับเขาก็เป็นของเขา

ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา สิ่งที่พระไตรปิฎกทั้งหมดเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้นน่ะ มีอะไรเป็นของเราบ้าง เราเกิดมา ทำสังคายนามากี่รอบแล้ว เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมากี่รอบแล้ว

ถ้ามันเคยเกิดในพระพุทธศาสนา มันเคยฝึกหัดปฏิบัติของมันไว้นะ มันจะดูดดื่มในหัวใจของมัน มันเห็นสิ่งใดแล้วถ้ามันตรงจริตนิสัย มันเข้ากับใจดวงนั้นเลย แล้วใจดวงนั้นปรารถนาอย่างนั้นด้วย

แต่ถ้ามันไม่เคยทำมาหรือสิ่งใดที่มันโต้แย้งมา มันกีดมันขวาง มันหลีกมันลี้ มันผลักมันไส มันไม่ต้องการ มันไม่เอา ยิ่งอะไรที่มันเจ็บแค้นนั่นน่ะ ไม่อย่างนั้นมันจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

อภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อกว่าแม่ บุตรที่เกิดมาสร้างเวรสร้างกรรมทั้งล้างทั้งผลาญ ทั้งลากพ่อลากแม่เข้าไปเยี่ยมในคุก ตัวเองติดคุกไม่พอ ลากพ่อลากแม่เข้าคุกไปด้วย ได้ไปเยี่ยมไปเยียนนั่นน่ะเข้าคุก เข้าคุกมาเยี่ยมลูก มาดูแลลูก ลูกติดคุก นี่มันมีเวรมีกรรมไหม มันมีเวรมีกรรม

บวชพระมาก็เหมือนกัน เราเกิดในพระพุทธศาสนา บวชพระ อะไรบ้างที่มันรักมันชอบ อะไรบ้างที่มันปรารถนา อะไรบ้างที่มันดีดมันดิ้น มันปฏิเสธ มันไม่ต้องการ แต่ภายนอกเป็นพระนะ บวชจากอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่แล้วเป็นพระ แล้วเป็นพระปฏิบัติเสียด้วย

ถ้าพระปฏิบัติมันไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย มันไม่ใช่ขุนนางมาจากไหน มันมาจากเรากระทำทั้งสิ้น เพราะอะไร เพราะอยากมีจอบไง แล้วใส่ด้ามให้มั่นคงด้วย แล้วถากถางหัวใจให้มันปลอดโปร่ง

ถากถางนะ ถากหญ้า ถากสิ่งที่มันสกปรกรกรุงรัง เพราะมันที่อยู่ของงูเห่านะ มันที่อยู่ของจงอางนะ เดี๋ยวมันฉกนะ เดี๋ยวมันกัดนะ เพราะอะไร เพราะเอ็งปล่อยให้รกชัฏไง

แต่ถ้าเรามีจอบถากถางให้มันราบเรียบไง

“ทำสมาธิแล้วมันหินทับหญ้าๆ”

ขอให้มึงมีทับเถอะน่า ถ้ามึงไม่ทับเดี๋ยวจงอางมันมานะ เดี๋ยวสามเหลี่ยมมาเลยล่ะ มันมาซุกอยู่นั่นน่ะ มาซุ่มๆๆ จะคอยฉกคอยกัด เพราะอะไร เพราะไม่มีความสามารถ ไม่มีการกระทำขึ้นมาไง

ถ้ามันมีความสามารถ มีการกระทำขึ้นมา พระปฏิบัติปฏิบัติขึ้นมา นี่พระปฏิบัติ ไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย รอให้เขามาห้อมล้อมสรรเสริญ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศนั่นแหละ โลกธรรม ๘

มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีอะไรยั่งยืน โง่ขนาดนั้นเชียวหรือ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ อยากให้เขาสรรเสริญเยินยอ เยินยอขึ้นมา งับเหยื่อทั้งนั้นน่ะ เบ็ดเกี่ยวปากเข้าไปแล้วปลดออกมาไม่ได้ เลือดซกตกอยู่นั่นน่ะ เพราะอะไร เพราะขาดจอบ ขาดด้ามจอบ ขาดการฝึกหัด ขาดการกระทำ

“ไม่ทำ อ้าว! นั่นมันงานของกรรมกร”

มันปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก งานของจิตดวงนั้น จิตดวงนั้นถ้าทำมันก็เกิดขึ้น มันก็มีขึ้นมาในตัวตนของตน ถ้าไม่กระทำมันก็ไม่มีสิ่งใดเลย ได้แต่ยืนมองเขา เห็นเขากิน เห็นเขาอิ่มของเขา หิวเจียนตาย

หัวใจดิ้นรนเดือดร้อนเจียนตาย อยากมีอยากเป็นกับเขา แต่ไม่มีและไม่เป็นเพราะไม่ได้ทำ ถ้ามันจะมีมันจะเป็นขึ้นมา มันต้องทำของมันขึ้นมา ทำของมันขึ้นมา มันเห็นคุณค่าของมันขึ้นมา แล้วพอเห็นคุณค่า เหมือนพ่อแม่ ลูกเกิดมาก็ดูพ่อดูแม่นั่นแหละ มันก็จำที่พ่อแม่มันทำนั่นแหละ มันเห็นที่พ่อแม่มันทำ นั่นแหละนิสัยใจคอของมันฝังอยู่ในนิสัยของมัน

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราทำขึ้นมา มันก็เป็นของของเราทั้งนั้นน่ะ แล้วคนที่เขารู้เขาเห็น เขาเห็นการกระทำนั้นไง มันเห็นการกระทำนั้นเพราะอะไร เพราะไม่ใช่โมฆบุรุษไง เพราะมันไม่งาบเหยื่อไง เพราะมันไม่มีเบ็ดเกี่ยวปากไง มันก็ไม่ดิ้นรนทุรนทุรายไง เพราะอะไร

เพราะมันมีจอบ มันถากมันถางไง จงอางเข้ามากัดเราไม่ได้ ไอ้งูเห่าเข้ามาไม่ได้ ตะขาบเอย มดเอย เราทำให้สะอาดของเราเพื่อประโยชน์กับเรา

เขาว่าหินทับหญ้า

มึงมีหรือเปล่าหินน่ะ เที่ยวถากเที่ยวถางนะ

“พุทโธๆ น่ะหินทับหญ้า”

ให้มันมีเถอะน่า กูปลอดภัย กูปลอดภัย กูปลอดภัยจากงูเห่าจงอาง กูปลอดภัย แล้วกูมีความสงบสุข มันโล่งโถงไง แล้วกูฝึกหัดของกู ขุดหลุม ขุด จอบน่ะ ขุด ขุดเพื่อลงหน่อของพุทธะ ขุดเพื่อสติเพื่อปัญญา

ถากถางนั่นเรื่องหนึ่งนะ ถากถางเพื่อความปลอดความโล่งโถงไง ชาวไร่ชาวนาไง เขาทำที่นาของเขาๆ แล้วเขาถากเขาถางแล้วเขามีที่นาทำนาของเขา

ไอ้ของเรา โอ้โฮ! รกชัฏไปหมดเลย “ทำไม่ได้ สมถะ พุทโธ หินทับหญ้า”

ก็มึงไม่ถากไง ถ้ามึงถากมันก็โล่งโถง โล่งโถงขึ้นมา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไง มันจะขุดไง มันจะปลูกไง มันทำคุณงามความดีขึ้นมาไง มันจะฆ่ากิเลสไง ถ้ามันทำความเป็นจริงของมันขึ้นมาไง ถ้ามีสติมีปัญญา นี่นักรบ ไม่ใช่ขุนนาง ละเมอเพ้อพกเพ้อเจ้อ อยากจะให้เขายกย่องสรรเสริญ ให้เขาเยินยอ

โมฆบุรุษตายเพราะลาภ โมฆะ ว่างเปล่าไร้สาระ

แต่โลกชอบอย่างนั้นนะ โลกนี้คือละคร หลอกกันไปก็หลอกกันมา โอ้โลมปฏิโลมอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีที่เกิดขึ้น และตั้งอยู่ และดับไป ไปตามอามิสสินจ้าง บุญและบาป

แต่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันจะยากดีมีจนไม่สำคัญ บวชเป็นพระเหมือนกัน ศีล ๒๒๗ เหมือนกัน การเกิดเป็นมนุษย์เสมอกันโดยความเป็นมนุษย์ไง รัฐธรรมนูญปกป้องคุ้มครองด้วย ปกป้องคุ้มครองสถานะของความเป็นมนุษย์

ศรัทธาความเชื่อของใครก็ของเขา นั่นในรัฐธรรมนูญไง แต่พุทธะของเราล่ะ จิตของเราล่ะ มันเสมอกัน เสมอกันตรงไหน มันเสมอกันอยู่แล้ว แล้วฝึกหัดขึ้นมาให้เป็นจริงขึ้นมาสิ

ไอ้นี่มันไม่จริงไง มันตามกิเลสไง เพราะอะไร เพราะว่างเปล่าไง ขุนนางไง จะเป็นเจ้าขุนมูลนายไง แล้วมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันล่ะ

แต่ถ้าเราแบกเราหาม เราทำของเรา ต้องการอะไร มาทำไม เกะกะ งานทำเสร็จหมดแล้ว ต้องการความสงัด ต้องการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา อย่ามากวน อย่ามาวุ่นวายในวัด เขาไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวายในวัด เพราะเขามีข้อวัตรปฏิบัติของเขา ทุกอย่างสำเร็จโดยน้ำมือของเรา แล้วไม่มีใครมาทวงบุญคุณใครทั้งสิ้น ต่างคนต่างรื่นเริงอาจหาญ วัดปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางข้อวัตรปฏิบัตินี้ไว้ แล้วทุกคนอยากเป็นเจ้าขุนมูลนาย อยากมีบริษัทบริวาร แล้วไม่ทำสิ่งใด จนเหลวไหลกันไปหมดไง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาฟื้นฟูของท่านไง

มาฟื้นฟูทำไม บวชมาแล้ว หลวงปู่ขาวเวลาจะออกปฏิบัติขึ้นมา ญาติพี่น้องบอกไปทำไม อยู่วัดสบายดีแล้ว ทั้งถากทั้งถางไง

หลวงปู่ขาว เห็นไหม ถ้าก้าวเท้าออกจากวัดบ้านที่ท่านเกิดนั้นออกไป ถ้าไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์จะไม่หันหน้ากลับมาอีกเลย

ออกจากบ้านนั้นไป แล้วฝึกหัดปฏิบัติเอาตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตนให้ได้

แล้วเวลาฝึกหัดตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจ ไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย เพราะไปฝึกหัดกับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านคัดเลือกของท่าน ท่านทะนุถนอมของท่าน ทะนุถนอมด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ทะนุถนอมด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา เพื่อย่ำยีทำลายกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

ให้หาแร่เหล็กมา แล้วตีเหล็กขึ้นมาให้เป็นจอบ หาไม้มาทำด้าม ทำขึ้นมาให้มันเข้มแข็งของมัน ทั้งถากทั้งถางอารมณ์ความรู้สึกกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ให้มันสงบระงับเข้ามา ให้เป็นสถานที่ พุทธะ เป็นภวาสวะ เป็นภพ เป็นสถานที่ที่จะเริ่มต้นการงานของตน

ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถากถางให้มันปลอดโปร่ง ให้มันรื่นเริง แล้วถ้าฝึกหัดทำสมาธิได้ มีภพมีสถานที่ ให้รู้จักหัดขุดคุ้ยค้นคว้าหา

มันไม่มีกิเลสที่ไหนหรอก มันจะมานั่งพับเพียบ “ดิฉันอยู่ที่นี่เจ้าข้า ดิฉันจะให้มาพิจารณาเจ้าข้า” ไม่มีหรอก กิเลสมันมีแต่จะทิ่มจะแทงเอ็ง ไอ้ที่ว่ามันถากมันถางขึ้นมา ปล่อยปละละเลยนะ เดี๋ยวหญ้ามันก็ขึ้น รกชัฏเหมือนเดิม ไอ้จงอาง ไอ้งูเห่า เดี๋ยวมันก็เข้ามาซุกอยู่นั่นแหละ เพราะมันอยู่ที่อื่นมันไม่ปลอดภัย มันปลอดภัยในที่ที่มันสกปรกโสโครกที่มันจะหลบซ่อนอยู่ได้ แล้วก็ปล่อยอยู่อย่างนั้นน่ะ

ชำนาญในวสี ชำนาญในการกระทำ มันต้องมีการกระทำขึ้นมาไง

เวลาเกิดเป็นมนุษย์ ลมหายใจ หายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย เป็นหวัดคัดจมูกก็เจียนตาย เวลาลมหายใจ อาหารอย่างละเอียดไง ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ ดำรงชีวิต มันต้องกินต้องอยู่ตลอดเวลา ชีวิตมันเป็นอย่างนี้

แล้วมาปฏิบัติบวชเป็นพระๆ อดอาหารกี่วันล่ะ ห้าวันสิบวันเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องปกติ

เพราะกินกันอยู่ทุกวัน กินแล้วไม่มีอะไรประเสริฐขึ้นมาเลย ก็เห็นกินกันทั้งนั้นน่ะ วันละสามรอบสี่รอบ แล้วมันได้อะไรขึ้นมา แล้วถ้าอดล่ะ อดมันก็อด อดเพราะอยากจะถากจะถางไง หาจอบหาเสียมไง จะถากจะถางในหัวใจของตัว ถ้ามันกิเลสมันดื้อด้านไง เราก็ต้องต่อสู้กับมันไง ถ้าต่อสู้ นี่มันเป็นวิธีการไง มันเป็นวิธีการ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เครื่องมือไว้ไง ธุดงควัตรไง นี่ไง สติปัฏฐาน ๔ ไง นี่อาวุธทั้งนั้นน่ะ สติ สมาธิ ปัญญา อาวุธแต่ละอย่างที่เราจะฝึกหัดขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน

ยับยั้งมัน เวลาอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น ความอยาก ความดื้อด้าน ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ ถากถางมันน่ะ ถากถาง

เราไม่ทำอย่างนั้น ทุกคนเกิดมาก็อยากสะดวกสบายทุกคน แต่ความสะดวกสบายในหมู่สงฆ์มันเกิดขึ้นมาจากข้อวัตรปฏิบัติ เกิดขึ้นจากการกระทำ การจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเราก็หลีกเร้นต่อกัน

นี่ไง ในวงกรรมฐาน ตั้งแต่เช้าขึ้นมาทำภัตกิจเสร็จแล้วให้กลับที่อยู่ของตน ถึงเวลาฉันน้ำร้อนออกมาพร้อมกันเพื่อจะทำข้อวัตร

วัตร วัตรไม่ร้าง วัตรอยู่ในใจ วัตรอยู่ในใจ ใจมันรื่นเริงมันอาจหาญ มันการกระทำ วัตรปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สมบูรณ์แบบขึ้นมา ให้สมบูรณ์แบบขึ้นมามันก็สะอาดสะอ้านปลอดโปร่งโล่งโถงจากภายนอก

แล้วโล่งโถงจากภายใน งานทำเสร็จแล้ว งานทำเสร็จแล้วเราหาจอบหาด้าม หาหมุดที่ทำให้มันเข้มแข็งขึ้นมา แล้วถากๆๆ ถากอารมณ์ความรู้สึกที่มันทุกข์มันยาก ที่หวาดที่ระแวง ที่ฟุ้งที่ซ่าน ที่กระซิบกระซาบในใจ ถากๆๆ

ถ้ามันสงบระงับเข้ามา สงบระงับเข้ามา เสวยความสุข สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จากที่มันรกมันชัฏ โอ้โฮ! มันดูไม่ได้เลย มันสะอิดสะเอียนไปหมดเลย เวลามันถากไปแล้ว ฮึ้ย! ทำไมมันสะอาดสะอ้านอย่างนี้วะ

สะอาดก็จิตเอ็งไง ก็สติ สมาธิไง มันทำให้หัวใจสะอาดสะอ้านโล่งโถงได้ไง เออ! กูก็ทำได้ว่ะ เออ! ได้แต่ข่าวคนอื่นเขา ฟังคนโน้นว่าอย่างนั้น ฟังคนนี้ว่าอย่างนี้ ตอนนี้กูทำเองไง

เวลาสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งที่ทำมาแล้ว สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันอยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น มันไม่มีอะไรจะอยู่สงบสุขตลอดไป เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา มันคิดว่ามันจะไม่มีความสงบสุขไง เวลาทำความสงบของใจคืนมาได้ มันสงบสุขแล้ว สงบสุขแล้วเดี๋ยวมันก็เสื่อม มันก็คลายออก มันก็เป็นทุกข์เหมือนเดิมไง

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ๆ มันเป็นข้อเท็จจริงของมันอยู่แล้ว แต่เราเคยทำความสะอาดได้ เราเคยทำความสงบได้ เรามีความสามารถที่ทำได้ เราต้องทำได้สิ ถ้าทำได้ก็ฝึกหัดปฏิบัติให้มากขึ้น ทำให้มันคงที่คงวาของมัน ความเสมอต้นเสมอปลายของมัน เห็นไหม

ถ้ามันเสมอต้นเสมอปลาย ทำบ่อยครั้งเข้า ทำความสงบบ่อยๆ ครั้งเป็นสมาธิ พอสมาธิขึ้นมาแล้วมันมีกำลังของมัน นี่เราจะขุดแล้ว จะปลูกต้นพุทธะ จะปลูกมรรค ๘ การกระทำเกิดขึ้นมาจากหัวใจของตน

จิตเป็นอย่างไร

หลวงปู่มั่นถามไง จิตเป็นอย่างไร จิตสมาธิมีไหม จิตโล่งโถงหรือเปล่า จิตฝึกหัดปฏิบัติได้หรือไม่

ท่านไม่ถามเรื่องอื่นนะ เรื่องการก่อสร้าง เรื่องคณะสงฆ์ เรื่องเจริญงอกงาม เรื่องขุนนาง ไร้สาระ

โลกนี้มันมีมาแต่ดั้งแต่เดิม มีมาแต่ไหนแต่ไร แล้วยิ่งมหรสพสมโภชที่เขากระทำ บริษัทต่างๆ ที่เขารับผิดชอบเหมาทำให้ได้หมดเลย เดี๋ยวนี้ยิ่งทำง่ายขึ้นไปใหญ่เลย ให้มีเงินจ่ายเขาเท่านั้นน่ะ จะทำอะไรได้ทั้งนั้นน่ะ ลงทุนได้ทุกอย่าง สั่งได้ทุกเรื่อง

แล้วหัวใจเอ็งร้อนไหม มันมีความเป็นปกติสุขอยู่หรือ เป็นพระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ หรือ

ถ้ามันจริงๆ มันต้องเกิดขึ้นเองไง ไม่ต้องจ้างวานใครทั้งสิ้น ไม่ต้องให้ใครมาค้ำชู ไม่ต้องให้ใครมาเยินยอสรรเสริญ

เราอยู่กับหลวงตามานะ ใครมาเยินยอ “ตบปาก”

สติสมาธิอย่างเอ็งรู้ได้อะไร ความดีความชั่วที่แท้จริงเอ็งรู้จักหรือ เอ็งทำสมาธิเป็นหรือ ใครทำสมาธิแล้วเสื่อม สมาธิเอ็งรู้หรือเปล่า แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นไม่เป็นเอ็งรู้ไหม

ใครมาสรรเสริญ “ตบปากๆ” เพราะอะไร เพราะว่ามันคนละวุฒิภาวะเลย มันคนละโลก เรื่องฆราวาสญาติโยมมันเป็นเรื่องโลกๆ

ออนไลน์มันหลอก ใครกดไลก์เข้าไป พอมันเข้าไปดูแล้วมันเชื่อไปหมดเลย เงินมีเท่าไรโอนให้เขาตรวจสอบ ใครมันต้องตรวจสอบ มันตรวจสอบอะไรกูวะ นี่มันเชื่อเขาไปหมดน่ะ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นมันจะมาชมว่าเราดี

เขาจะชมเขาจะติมันเรื่องของเขา กรรมของสัตว์ๆ เพราะทิฏฐิมานะเขาไง ความรู้ความเห็นเขาแค่นั้นไง นั่นกรรมของสัตว์ไง เราเป็นอย่างนั้นหรือ เราต้องหวั่นไหวไปกับเขาหรือ เขาบงการชีวิตเราได้หรือ เขาจะตีกลองให้เราเต้นตามเขาหรือ เอ็งต้องเต้นตามบทเพลงเขาหรือ ไม่ใช่นางละครนะมึง ผู้กำกับน่ะ จะให้เขามากำกับบทเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าให้เขามากำกับบทอย่างนั้นน่ะเป็นพระได้อย่างไร

ก็สมมุติสงฆ์นี่ไง เราจะฝึกหัดอยู่นี่ เราจะมั่นคงของเราอยู่นี่ เราจะค้นคว้าหาขึ้นมาจากใจนะ

จอบนะ เราไปหาซื้อเอาตามตลาด ท้องตลาดเยอะแยะไปหมด เขามาขาย รถเร่ขายก็มี

แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เอ็งต้องหาแร่เหล็กในใจเลยนะมึง

มีสติสัมปชัญญะแล้วทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ฝืนมัน อารมณ์ความรู้สึกนั้น เวลามันเป็นจอบและมั่นคงขึ้นมา มันจะถากจะถางในใจของตน เราทำของเราได้ ถ้ามันทำได้จริงมันก็จะสงบระงับจริง

แล้วสงบระงับจริง จิตเป็นอย่างไร

ถ้าจิตเป็นอย่างไร ถากกับขุดมันคนละเรื่องกัน

ถากถางเพื่อความสะอาด ถากถางเพื่อความมั่นคง จะปลูกสร้างขึ้นมา วิปัสสนา จะทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ขุด ถ้าไม่มั่นคงขุดไม่ได้ มันหลุด เอามือจับแล้วขุดเอาสิ ถ้ามันมีด้ามต้องมั่นคงของมัน มันถึงจะขุดได้ลงแรงได้ ถ้าขุดลงแรงได้ แล้วเห็นไหม รู้ไหม สิ่งที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในใจ ถ้ามันรู้ มันจริงขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในใจ เราจะปลูกสร้างของเราขึ้นมาด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ งานมันชอบธรรมไง ถ้างานชอบธรรม นี่งานของนักรบไง งานของพระนี่ไง

จิตเป็นอย่างไร

จิตตภาวนามันเป็นนามธรรม แต่นามธรรมเวลาฝึกหัดปฏิบัติ นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการหลานพระสารีบุตร ถ้าเธอไม่พอใจอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกของเธอเป็นวัตถุอันหนึ่ง

อารมณ์ความรู้สึกเป็นถึงวัตถุอันหนึ่งเลย จับต้อง ขุดได้ ทำได้ ตีได้ เหล็กตีให้เป็นจอบเป็นเสียมได้ เหล็ก ส่วนผสมทำให้เป็นอาวุธอะไรก็ได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ถ้ามันทำของมันได้ ถ้าเราทำของเราได้ไง แล้วถ้าทำได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก นี่พระพุทธศาสนา

ถ้าทำไม่ได้ ใครจะยกย่องสรรเสริญขนาดไหน ลมปาก เขายกย่องก็เพื่อผลประโยชน์ของเขา ไอ้เราอยากจะเป็นเจ้าขุนมูลนาย ก็อยากให้เขายกย่องสรรเสริญก็ไปกับเขา พอกัน พอกัน ไม่พอกันมันไม่ไปด้วยกันหรอก

แต่ถ้าเรามีหลักมีเกณฑ์ของเรา เขาจะพัด โลกธรรม ๘ จะพัดกระหน่ำขนาดไหนมันเรื่องของเขา เรามีสติปัญญาสมบูรณ์แบบหรือไม่

ถ้ามีสมบูรณ์แบบขึ้นมา หญ้ามันจะขึ้นเร็ว หญ้ามันจะรกรุงรัง เราก็ถากเราก็ถางของเราต่อไป ถ้าเราถากเราถางมันก็เหงื่อไหลไคลย้อยมันเรื่องธรรมดา ถ้าเรื่องธรรมดา ก็การทำงานไง ก็งานไง งานชอบและไม่ชอบนะ

ไอ้พวกขุนโจรก็งานของเขา งานในการฉ้อโกง การทุจริตคอร์รัปชัน ก็งานของเขา นั่นงานประเภทหนึ่ง ก็งานเหมือนกัน เวลาเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงกลโกง เขาไม่วางแผนหรือ เขาไม่มีมวลชนหรือ มีทั้งนั้นน่ะ ชอบไม่ชอบล่ะ นี่งานไม่ชอบไง

แล้วงานไม่ชอบ ถ้าเรารู้เราเห็น เราก็หลีกหนี เราจะไปร่วมมือทำไม สภาคกรรมนะ ถ้าเขาจับได้นะ เขาสืบหลักฐานไปถึงไหนถึงที่นั่น แต่เอกสารถึง ถึงหมด เราไปร่วมมืออะไรกับเขา

ทำคุณความดีของเรา หลักฐานเขาฝังไว้หมด เขาไม่สืบด้วย เพราะอะไร เพราะมันสืบไปแล้วมันไม่ได้ผลประโยชน์ไง แล้วยิ่งเปิดมานี่ คนเขาทำดี ดีของเขา ถ้ามีวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนาของเขา ถ้าอำนาจวาสนา นี่เรื่องโลกๆ นะ เพราะอะไร

เพราะถ้าทำจริงทำจังมันต้องทำเข้ามาในใจของตน ความลับไม่มีในโลก ทำดีทำชั่วรู้อยู่แก่ใจ มีใจดวงไหนไม่รู้บ้างว่ามึงทำอะไรมา รู้ทั้งนั้นน่ะ มันยอมรับหรือเปล่า ถ้ามันยอมรับมันต้องมีความละอาย หิริโอตตัปปะ

ถ้าชาวไร่ชาวนาเขามีจอบมีเสียมของเขา เรามาบวชเป็นพระเป็นนักรบ เรามีสติมีปัญญาของตน เพราะอะไร เพราะเราปรารถนาคุณธรรม เราปรารถนาถึงที่สุดแห่งทุกข์ ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะมากจะน้อย เราก็ขวนขวายของเรา ขวนขวายเพื่อหัวใจดวงนี้ มันไม่มีงานอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้หรอก จะงานอะไรในโลกนี้นะ ไม่มีอะไรเท่ากับเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องชอบธรรม

เดินจงกรม นั่งสมาธิโดยหลอกโดยลวงเขา เดินจงกรม นั่งสมาธิเพื่อให้เขาเห็น เพื่อทำสถิติไว้ ทำเป็นประวัติไว้ แล้วทำเป็นวิดีโอไว้ไปฉายให้เขา ฉันเดินจงกรม ฉันนั่งสมาธิภาวนา นี่คือมหาโจร หลอกสองชั้นน่ะ หลอกตัวเองว่าตัวเองทำไม่ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ แต่ก็พยายามทำไว้เพื่อไปอวดเขา อวดเขาว่าฉันเป็นคนดี

แต่ถ้าเราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อจะฆ่ากิเลส มันจะมีงานอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ เพราะอะไร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย งานอย่างนี้งานทำให้ไม่เกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ และไม่มีตาย ถ้าถูกต้องชอบธรรมในทางพระพุทธศาสนา

ไอ้นี่มันล่อมันลวงทั้งนั้นน่ะ ทำสถิติเลยนะ ทำประวัติเลย โอ้โฮ! ให้มันยอดเยี่ยม ในหัวใจไม่มีห่าอะไรเลย ไร้สาระมากเลย กิเลสยิ้มแย้มแจ่มใส กิเลสชื่นชมเลย เออ! พระผู้นี้ดี เพราะมันทำบูชากิเลส ทำบูชาเรา เพราะมันไม่เห็นเราเลย มันทำอะไรไม่ได้เลย

แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ เรื่องโลก โลกามิส คำว่า โลกามิส โลกกับอามิสสินจ้าง มันเป็นประโยชน์กับใคร มันเรื่องไร้สาระทั้งนั้นน่ะ มันทำให้การปฏิบัติไขว้เขวด้วย ทำให้หัวใจของเราออกนอกลู่นอกทางไปเลย เพราะไปแคร์กับเขา เพราะหวั่นไหวไปกับเขา เพราะให้เขาชักนำ

แต่ถ้าเป็นธรรม มันเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะก่อนบวชเราก็อยู่อย่างนั้นแหละ เราก็เป็นโลกมาก่อน เราตัดมันทิ้ง เราเสียสละแล้ว จากฆราวาสมาบวชเป็นพระ มันมีอะไรยิ่งใหญ่วะ ไม่เคยเป็นหรือ ก็กูเป็นมาก่อนมึง แล้วกูก็ละมาแล้วไง แล้วจะกลับไปกินขี้อีกหรือ ก็มันขี้

เอาธรรม พยายามฝึกหัดของเราขึ้นมา จอบถากถางในใจของตน อารมณ์ความรู้สึกนั่นแหละ ถากมันออกๆ ถากมันออกให้เป็นพุทธะ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

กิเลสตัณหาความทะยานอยาก ไอ้พวกสัตว์เป็นพิษทั้งหลาย อย่าให้เข้ามาขบกัดเรา ทางโลกนะ ไอ้สัตว์เป็นพิษเขาจับฆ่าเอาไปกินเป็นอาหารหมดน่ะ แต่เราเป็นพระ เรามีศีล เราฆ่ามันไม่ได้ แต่ถ้ามันเป็นกิเลส ได้ มันเป็นนามธรรม สติปัญญาทำลายมันได้ ตายต่อหน้าเลย ยิ่งตายยิ่งพระพุทธเจ้าชื่นชมด้วย

อย่าเบียดเบียน อย่าทำร้าย อย่าทำลายกัน แต่การฆ่าทิฏฐิมานะ การฆ่าการทำลายไอ้จงอาง ไอ้งูเห่า ไอ้ความเห็นผิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรรเสริญ สรรเสริญเพราะมันจะเป็นสัทธิวิหาริก มันจะเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า มันจะเป็นพุทธะ มันจะตื่นขึ้นมากับโลก มันจะเป็นผู้ตื่นจากโลกขึ้นมาสู่ธรรมะ ถ้าสู่ธรรมะแล้วนะ มันมีหิริมีโอตตัปปะ มันมีความละอาย

ความลับไม่มีในโลก ที่ทำๆๆ ไปมันมืดบอด มันนึกว่าไม่มีใครรู้ไง ความลับไม่มีในโลกไง แล้วถ้ามันเป็นธรรมๆ มันจะมีหิริมีโอตตัปปะ มันจะมีความละอายกับความคิดแบบนี้ การทำแบบนี้ แล้วมีสติปัญญาฝึกหัดปฏิบัติ เพราะมันเกิดดับๆ เดี๋ยวก็คิด เดี๋ยวก็หยุด เดี๋ยวก็คิดอีก ถ้ามีสติปัญญา เราถากได้ เราถางได้ ให้โล่งโถงไง ถ้าโล่งโถงมันก็เป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

จากจิตที่ดื้อด้าน จากจิตที่ต้องการให้คนค้ำชู จากจิตที่ต้องการให้คนดูแล มันจะอยู่โดยตัวของมันเอง เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นเรื่องไร้สาระๆ ไอ้คำเยินยอสรรเสริญเป็นเรื่องไร้สาระๆ แต่ก่อนไม่ได้ ถ้าใครไม่ชมนี่ แหม! มันอยู่ไม่เป็นสุข

สุขขึ้นมา มันจะเป็นความปกติสุข ถ้ามันปกติสุขได้มันถึงเป็นสุขตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริง ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นความจริงของเรา

มันอยู่ที่การฝึกหัดปฏิบัติ มันอยู่ที่จริตนิสัย แล้วถ้ามันทำของมันได้ ฝึกหัดของเราขึ้นมา ขุดของเราขึ้นมา ขุดเพื่อขุดคุ้ยค้นคว้า

ไอ้ถากไอ้ถาง ไอ้ที่ว่าหินทับหญ้าๆ มันก็จริงมีส่วนความเป็นจริง เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีหินทับหญ้าๆ เลย มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้อย่างไร มันจะขุดตรงไหน มันมีแต่หญ้า มันมีแต่สัตว์ร้าย มันจะไปขุดอะไรขึ้นมาล่ะ

แต่เวลาถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลามันขุดขึ้นมา สิ่งนั้นน่ะมันเป็นธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เวลามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา เป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนขึ้นมา มันเป็นวิปัสสนา มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเรา

เกิดจากการที่มันเหลวไหลเหลวแหลกที่ไม่มีต้นไม่มีปลาย แล้วจับต้นชนปลายไม่ได้ แล้วอ่อนแอ แล้วไหลไปตามกิเลสให้กิเลสมันครอบงำ นี่โดยความโง่เขลาเบาปัญญาของตน ฝึกหัดจนมันเป็นความจริงขึ้นมา

ชาวไร่ชาวนาเขายังมีจอบมีไถ มีพืชพันธุ์เพื่อจะทำไร่ไถนาของเขา ดำรงชีวิตของเขา เราเป็นพระ เป็นนักรบ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาบวช อุปัชฌาย์ให้มาแล้ว เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ รุกขมูลเสนาสนํ โคนไม้ ที่ว่าง ที่ฝึกหัดปฏิบัติได้

ไม่ต้องไปง้อใคร ไม่ต้องไปแยแสใคร

ไปง้อใคร ไปแยแสใคร ให้เขาคอยชักคอยนำ

เราทำเอง ทำกับเราขึ้นมาให้เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความเป็นพระ ไม่ต้องไปง้อกระแสสังคมกระแสโลก มันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่โลกเป็นแบบนั้น ถ้าเราไม่มีสติมีปัญญา เราก็ไหลไปกับเขา แล้วเอาเกียรติให้โลกเขาเหยียดหยาม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ภิกษุนักรบต้องเป็นผู้นำ เป็นผู้ชี้ทาง ไม่ใช่เป็นผู้ให้เขามาครอบงำ แล้วมันเสียเกียรติของการเป็นนักรบ นักรบจะต้องไปหงอกับสังคมให้เขาคอยชี้นำ มันเป็นนักรบขึ้นมาได้อย่างไร แล้วเราจะรบกับกิเลสได้อย่างไร ไอ้ที่เป็นนักรบก็เป็นนักรบแบบมีลาภเสื่อมลาภ นักรบแบบต้องการสินจ้างรางวัล ไม่ใช่นักรบธรรม

นักรบธรรม เราต้องปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัจจะให้เป็นความจริง เป็นความจริงในพระพุทธศาสนา เอวัง